简体中文
繁體中文
English
Pусский
日本語
ภาษาไทย
Tiếng Việt
Bahasa Indonesia
Español
हिन्दी
Filippiiniläinen
Français
Deutsch
Português
Türkçe
한국어
العربية
บิทคอยน์ร่วงแรง เมื่อรัฐส่งสัญญาณไม่อุ้มคริปโต
บทคัดย่อ:บิทคอยน์กับแรงสั่นสะเทือนจากนโยบายรัฐการปรับตัวลงของ บิทคอยน์ ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลสะท้อนโดยตรงจาก “ท่าทีของรัฐ” ที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อ

บิทคอยน์กับแรงสั่นสะเทือนจากนโยบายรัฐ
การปรับตัวลงของ บิทคอยน์ ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลสะท้อนโดยตรงจาก “ท่าทีของรัฐ” ที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อสินทรัพย์ดิจิทัล หลังรัฐมนตรีคลังสหรัฐออกมายืนยันต่อสภาว่า รัฐบาลไม่มีอำนาจ และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปพยุงหรืออุ้มตลาดคริปโต
ถ้อยแถลงดังกล่าวอาจดูเหมือนเป็นเพียงคำอธิบายเชิงกฎหมาย แต่สำหรับตลาดทุนและนักลงทุน มันคือ สัญญาณเชิงนโยบาย ที่ชัดเจนว่า บิทคอยน์ จะต้องยืนด้วยขาของตัวเองอย่างแท้จริง ไม่ต่างจากสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ในระบบการเงิน
เมื่อ “ไม่มีใครอุ้ม” ตลาดก็ต้องเลือกข้าง
สิ่งที่ตลาดตอบสนองทันทีหลังคำกล่าวของกระทรวงการคลัง คือแรงขายที่เร่งตัวขึ้น บิทคอยน์ร่วงลงมาใกล้ระดับ 73,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดที่นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าเป็นแนวรับเชิงจิตวิทยา ความหมายของการเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่คือการ “รีเซ็ตความคาดหวัง” ของนักลงทุน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บิทคอยน์ถูกพูดถึงในฐานะสินทรัพย์ทางเลือก เป็นทองคำดิจิทัล หรือเป็นเครื่องมือป้องกันความเสื่อมค่าของเงิน แต่เมื่อรัฐบาลสหรัฐส่งสัญญาณชัดว่า จะไม่เข้าไปพยุง ไม่ซื้อ และไม่สั่งให้ธนาคารช่วยเหลือ ตลาดจึงเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า บิทคอยน์ ยืนอยู่ตรงไหนในโครงสร้างการเงินโลก
คำเตือนจาก Michael Burry และมุมมองเชิงวิพากษ์
แรงกดดันต่อบิทคอยน์ยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อ Michael Burry นักลงทุนผู้มีชื่อเสียงจากการคาดการณ์วิกฤตการเงินปี 2008 ออกมาเตือนว่า การปรับฐานที่ยืดเยื้ออาจนำไปสู่ “death spiral” หรือวงจรการทำลายมูลค่าอย่างรุนแรง
“บิทคอยน์ถูกเปิดโปงว่าเป็นสินทรัพย์เชิงเก็งกำไร มากกว่าจะเป็นเครื่องมือป้องกันความเสื่อมค่าของเงินเหมือนทองคำ”
คำพูดนี้สะท้อนมุมมองของนักลงทุนสายพื้นฐานที่มองว่า บิทคอยน์ ยังขาดกลไกมูลค่าที่ผูกโยงกับเศรษฐกิจจริง ต่างจากทองคำหรือโลหะมีค่าที่มีบทบาทในอุตสาหกรรมและระบบการเงินมายาวนาน
แรงขายที่ไม่ได้มาจากคริปโตเพียงอย่างเดียว
อีกประเด็นที่มองข้ามไม่ได้คือ บรรยากาศโดยรวมของตลาดการเงินโลก ซึ่งอยู่ในช่วง “ลดความเสี่ยง” นักลงทุนทยอยขายสินทรัพย์เสี่ยง ทั้งหุ้น เทคโนโลยี และคริปโต สาเหตุสำคัญมาจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินสหรัฐ และทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต
ในบริบทนี้ บิทคอยน์ไม่ได้ถูกขายเพราะปัจจัยเฉพาะตัวเพียงอย่างเดียว แต่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง เมื่อสภาพคล่องตึงตัว นักลงทุนจึงเลือกถือเงินสดมากขึ้น
บิทคอยน์กับการเมืองการเงินสหรัฐ
การประกาศรายชื่อผู้ถูกเสนอชื่อเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ ตลาดมองว่าผู้ถูกเสนอชื่อมีแนวคิดเชิงเข้มงวดด้านเงินเฟ้อ ซึ่งอาจหมายถึงนโยบายดอกเบี้ยที่ตึงตัวต่อเนื่อง
สำหรับ บิทคอยน์ นโยบายดอกเบี้ยสูงไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร เพราะต้นทุนเงินที่สูงขึ้นจะดึงดูดเงินกลับเข้าสู่พันธบัตรและเงินฝาก มากกว่าสินทรัพย์ที่ไม่ให้กระแสเงินสด
แนวรับ 73,000 ดอลลาร์ คือจุดเปลี่ยนจริงหรือไม่
นักวิเคราะห์จากหลายสำนักมองว่า โซน 73,000–75,000 ดอลลาร์ เป็นระดับสำคัญของบิทคอยน์ เนื่องจากเคยเป็นจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดในรอบก่อนหน้า ข้อมูลกระแสเงินทุน (flow data) ชี้ชัดว่า นักลงทุนสถาบันจำนวนมากยังไม่พร้อม “รับของ”
สิ่งนี้สะท้อนว่า ตลาดยังไม่เชื่อมั่นว่าการปรับฐานของบิทคอยน์จะจบลงแล้ว แม้ตัวชี้วัดทางเทคนิคบางตัวจะเริ่มเข้าสู่โซน oversold ก็ตาม
การคลายเลเวอเรจ และบทเรียนจากอดีต
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตลาดคริปโตเผชิญกับแรงขายจากการบังคับปิดสถานะ (liquidation) และการลดเลเวอเรจของนักลงทุนรายใหญ่ เหตุการณ์นี้คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดอนุพันธ์ช่วงวิกฤตที่ผ่านมา
บทเรียนสำคัญคือ บิทคอยน์อาจถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์แห่งอนาคต แต่โครงสร้างตลาดยังคงเปราะบาง เมื่อใช้เลเวอเรจสูง การปรับฐานเพียงเล็กน้อยก็สามารถลุกลามเป็นแรงขายขนาดใหญ่ได้
มุมมองเชิงกลยุทธ์: โอกาสหรือกับดัก
นักกลยุทธ์บางรายมองว่า ระดับราคาปัจจุบันเริ่มมีความน่าสนใจในเชิงความเสี่ยงต่อผลตอบแทน โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่ถือเงินสดรอจังหวะ แต่ก็ยังย้ำว่า การเข้าซื้อควรเป็นไปอย่าง “ค่อยเป็นค่อยไป”
สำหรับนักลงทุน การทยอยสะสมบิทคอยน์ในช่วงตลาดอ่อนตัว อาจเป็นกลยุทธ์หนึ่ง แต่ต้องยอมรับความผันผวนที่อาจลากยาวกว่าที่คาด
บิทคอยน์หลังยุคความคาดหวังสูง
การปรับฐานรอบนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของบิทคอยน์ จากสินทรัพย์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วย “ความหวัง” ไปสู่สินทรัพย์ที่ตลาดประเมินมูลค่าอย่างระมัดระวังมากขึ้น
เมื่อรัฐไม่อุ้ม และธนาคารกลางไม่ได้สนับสนุนโดยตรง บิทคอยน์จะถูกทดสอบด้วยคำถามพื้นฐานที่สุด นั่นคือ มูลค่าที่แท้จริงอยู่ตรงไหน และใครคือผู้ถือระยะยาวตัวจริง
บทสรุป: ตลาดที่ต้องยืนด้วยความจริง
การร่วงลงของบิทคอยน์ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงข่าวร้าย แต่เป็นกระจกสะท้อนความจริงของตลาดคริปโตในระยะยาว สินทรัพย์ที่เติบโตนอกระบบรัฐ ย่อมต้องเผชิญความผันผวนโดยไม่มีตาข่ายรองรับ
สำหรับนักลงทุน บทเรียนสำคัญคือ การเข้าใจบิทคอยน์ในฐานะสินทรัพย์เสี่ยง ไม่ใช่ทางลัดสู่ความมั่งคั่ง และการบริหารความเสี่ยงยังคงเป็นหัวใจสำคัญในทุกสภาวะตลาด
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
มุมมองในบทความนี้แสดงถึงมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน สำหรับแพลตฟอร์มนี้ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนและทันเวลาของข้อมูลบทความ และไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลในบทความ
