简体中文
繁體中文
English
Pусский
日本語
ภาษาไทย
Tiếng Việt
Bahasa Indonesia
Español
हिन्दी
Filippiiniläinen
Français
Deutsch
Português
Türkçe
한국어
العربية
اردو
โดนหลอกมาตลอด? DCA อาจไม่ได้ทำมาเพื่อ "กำไร"
บทคัดย่อ:John Bogle ผู้ก่อตั้ง Vanguard และผู้บุกเบิกกองทุนดัชนี (Index Fund) มองว่า แม้การลงทุนแบบ Lump Sum จะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงกว่า DCA ในเชิงสถิติ แต่ DCA มีข้อได้เปรียบสำคัญคือช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าตลาดผิดจังหวะและลดแรงกดดันทางจิตใจของนักลงทุน แนวคิดนี้สามารถประยุกต์ใช้กับการเทรดได้เช่นกัน เพราะการบริหารเงินทุนและควบคุมอารมณ์มีความสำคัญไม่แพ้การวิเคราะห์ตลาด สุดท้ายแล้ว ไม่มีวิธีลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่มีวิธีที่เหมาะกับเป้าหมาย ความเสี่ยง และวินัยของแต่ละคน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในระยะยาวครับ.

“ถ้ามีเงินก้อนอยู่ในมือ ควรเอาเข้าตลาดทั้งหมดเลย หรือทยอยลงทุนแบบ DCA จะดีกว่า?” คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเพียงข้อเดียว เพราะวิธีที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในทางสถิติ อาจไม่ใช่วิธีที่เหมาะกับสภาพจิตใจของนักลงทุนทุกคน
และหนึ่งในบุคคลที่อธิบายเรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจที่สุด คือ John Bogle ผู้ก่อตั้ง Vanguard และเจ้าของแนวคิดการลงทุนแบบ Index Fund ที่เปลี่ยนโลกการลงทุนไปตลอดกาล
John Bogle ชายผู้เปลี่ยนโลกการลงทุนด้วย “ความเรียบง่าย”
John Bogle ก่อตั้งบริษัท Vanguard ในปี 1975 ด้วยแนวคิดที่แตกต่างจากบริษัทกองทุนส่วนใหญ่ในยุคนั้น
เขาเชื่อว่า...บริษัทกองทุนควรทำงานเพื่อผลประโยชน์ของผู้ลงทุน ไม่ใช่เพื่อสร้างกำไรสูงสุดให้กับเจ้าของบริษัท
หนึ่งปีต่อมา Vanguard ได้เปิดตัว กองทุนดัชนี (Index Fund) สำหรับนักลงทุนรายย่อย ซึ่งในเวลานั้นหลายคนมองว่าเป็นไอเดียที่ “ธรรมดาเกินไป” และไม่น่าจะประสบความสำเร็จ
แต่เวลาพิสูจน์แล้วว่า...แนวคิดที่เรียบง่ายของ Bogle กลับกลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การลงทุนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก
เขาไม่ได้สอนให้คนพยายามหาหุ้นที่กำลังจะขึ้น 10 เท่า
แต่สอนให้
- กระจายความเสี่ยง
- ลดค่าธรรมเนียม
- ลงทุนระยะยาว
- และไม่พยายามทำนายตลาดทุกวัน
แล้ว DCA ดีจริงไหม? คำตอบของ Bogle อาจไม่เหมือนที่หลายคนคิด
ในการให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2014 มีผู้ถาม Bogle ว่า...หากงานวิจัยจำนวนมาก รวมถึงของ Vanguard เอง พบว่าการลงทุนเงินก้อน (Lump Sum) มักให้ผลตอบแทนดีกว่า แล้วทำไมหลายคนยังแนะนำให้ DCA?
คำตอบของเขาตรงไปตรงมามาก
Bogle ยอมรับว่า...หากมองเฉพาะผลตอบแทนทางสถิติ การลงทุนเงินก้อนมีโอกาสชนะ DCA จริง
เหตุผลก็เพราะเงินทั้งหมดได้ทำงานในตลาดทันที ขณะที่ DCA ยังมีเงินบางส่วนพักอยู่ในรูปของเงินสด ทำให้พลาดโอกาสหากตลาดปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แต่เขากลับมองว่า...“ตัวเลขไม่ใช่ทุกอย่าง”
เพราะไม่มีใครรู้ว่า...วันนี้คือจุดเริ่มต้นของตลาดกระทิง หรือก่อนเกิดวิกฤต
Bogle ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่สะเทือนใจมาก สมมติว่ามีนักลงทุนคนหนึ่งนำเงินเก็บทั้งชีวิตจำนวน 1 ล้านดอลลาร์ เข้าลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 1929
ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนเกิด วิกฤต Great Depression เพียงไม่กี่เดือน หลังตลาดทรุดตัวอย่างหนัก เงินลงทุนก้อนนั้นจะเหลือมูลค่าเพียงประมาณ 100,000 ดอลลาร์ ภายในปี 1933 หรือหายไปกว่า 90% ลองจินตนาการดูว่าหากเงินก้อนนั้นคือเงินเกษียณ เงินเก็บของครอบครัว หรือเงินที่ใช้เวลาทั้งชีวิตสะสมมา ไม่ใช่ทุกคนที่จะรับแรงกดดันจากการเห็นทรัพย์สินลดลงอย่างมหาศาลได้
จุดแข็งของ DCA ไม่ใช่ผลตอบแทนแต่คือ “การบริหารความเสี่ยง”
หลายคนเข้าใจว่า DCA ถูกสร้างมาเพื่อให้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่ในความเป็นจริง จุดแข็งของ DCA คือ ช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าตลาดผิดจังหวะ เพราะแทนที่จะนำเงินทั้งหมดเข้าตลาดในวันเดียว นักลงทุนจะทยอยลงทุนเป็นงวด ๆ ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยกระจายออกไปตามช่วงเวลา หากตลาดปรับฐานหลังเริ่มลงทุน เงินส่วนที่ยังไม่ได้ลงทุนก็ยังสามารถเข้าซื้อในราคาที่ต่ำลงได้ แม้สุดท้ายผลตอบแทนอาจไม่สูงเท่าการลงทุนเงินก้อนในตลาดขาขึ้น แต่ก็ช่วยลดความผันผวนของพอร์ต และลดแรงกดดันทางจิตใจได้ไม่น้อย
สำหรับนักเทรด บทเรียนนี้ก็ใช้ได้เช่นกัน
แม้ DCA จะถูกพูดถึงบ่อยในโลกของการลงทุนระยะยาว แต่แนวคิดเบื้องหลังสามารถนำมาปรับใช้กับการเทรดได้เช่นกัน นักเทรดหลายคนไม่ได้ขาดทุนเพราะวิเคราะห์ตลาดผิด แต่ขาดทุนเพราะ ใส่เงินมากเกินไปในจังหวะเดียว เมื่อราคาเคลื่อนไหวสวนทาง ความกดดันก็เพิ่มขึ้นจนตัดสินใจผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นการตัดขาดทุนช้า การถัวแบบไม่มีแผน หรือปิดกำไรเร็วเกินไป สุดท้ายแล้ว การบริหารเงินทุน (Money Management) และการจัดการอารมณ์ มักเป็นปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้การหาจังหวะเข้าเทรด
บทเรียนที่ John Bogle ฝากไว้
ก่อนเสียชีวิตในปี 2019 John Bogle มีทรัพย์สินสุทธิราว 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท
แต่สิ่งที่ทำให้โลกการลงทุนจดจำเขา ไม่ใช่เพราะความร่ำรวย แต่คือการพิสูจน์ว่า การลงทุนที่ดี ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนเสมอไป และในคำถามที่ว่า “เงินก้อนควรลงทุนทั้งหมดเลย หรือทยอย DCA?” คำตอบอาจไม่ใช่การเลือกวิธีที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดบนกระดาษ แต่คือการเลือกวิธีที่ทำให้เราสามารถลงทุน หรือเทรด ตามแผนได้อย่างมีวินัยในระยะยาว
เพราะต่อให้กลยุทธ์หนึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่าเพียงใด หากเจ้าของพอร์ตทนต่อความผันผวนไม่ได้ จนต้องออกจากตลาดกลางทาง ผลลัพธ์สุดท้ายก็อาจไม่เป็นอย่างที่หวัง
สุดท้ายนี้ แอดเหยี่ยวอยากฝากไว้ว่า...
ไม่มีวิธีไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่จะมีวิธีที่ “เหมาะกับตัวเรา” มากที่สุดเสมอ และนั่นคือกลยุทธ์ที่เราจะสามารถทำตามได้จริงในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก siamblockchain
โดนหลอกโดนโกง อย่าเก็บไว้คนเดียว แอดเหยี่ยวช่วยได้!
ถ้าคุณเคยมีประสบการณ์ไม่ดีจากการใช้โบรกเกอร์ไม่ว่าจะโดนโกง ถอนเงินไม่ได้ หรือเจอพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใส เราอยากบอกว่า… คุณไม่ได้เจอเรื่องนี้คนเดียว เพื่อให้วงการ Forex เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น มาเล่าให้เราฟังหน่อยนะครับ ว่าเจออะไรมาบ้าง ทีมงานของเราจะนำข้อมูลไปช่วยวิเคราะห์ และจะติดต่อกลับเพื่อดูว่าเราพอจะช่วยอะไรได้บ้าง
คลิกตรงนี้เพื่อเล่าให้เราฟัง : https://forms.gle/YhR5UGA41pZT62Fo8

อ่านข่าวสาร Forex ทั่วโลกเพิ่มเติมคลิกเลย : https://www.wikifx.com/th/original.html?source=tso4
คุณสามารถตรวจสอบใบอนุญาตโบรกเกอร์ Forex และอ่านรีวิวข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ ผ่านแอป WikiFX เพียงแค่ไปค้นหาชื่อก็เจอข้อมูล ใครที่อยากได้ความรู้ เทคนิค กลยุทธ์การเทรด หรือการวิเคราะห์แนวโน้มตลาด ก็สามารถเข้ามาอ่านได้ อีกทั้งยังมีบริการ EA VPS บนแอป WikiFX อีกด้วย แอปเดียวที่จบครบเรื่อง Forex ดาวน์โหลดฟรี โหลดเลยตอนนี้จะพลาดได้ไง!

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
มุมมองในบทความนี้แสดงถึงมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน สำหรับแพลตฟอร์มนี้ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนและทันเวลาของข้อมูลบทความ และไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลในบทความ
